วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561

แนวคิดในการพัฒนาชุมชน

แนวคิดในการพัฒนาชุมชน

2.1.1  การพัฒนาแบบมีส่วนร่วม
การมีส่วนร่วมของประชาชน (people’s participation) การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นคำที่เริ่มใช้กันเมื่อประมาณ 30 ปีที่ผ่านมา เพื่อแสดงว่าโครงการพัฒนาต่างๆ ที่นำไปให้ชาวบ้านในชุมชนต่างๆนั้น ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วม บ้าง ก็บอกว่ามีส่วนร่วมในการดำเนินงาน โดยชุมชนมีส่วนสมทบงบประมาณ 5-10% ถ้า
ไม่มีเงินก็คิดจากมูลค่าแรงงาน วัสดุสิ่งของหรือวัสดุแรงงาน หรืออะไรก็ได้ที่มาจากชุมชนงบประมาณเกือบทั้งหมด รวมทั้งการคิดและวางแผนมาจากข้างบน (top down) คือมาจากหน่วยงานภายนอกทั้งหน่วยงานราชการหรือองค์กรเอกชนบ้างก็บอกว่ามีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน คือ การเก็บข้อมูลวางแผนการปฏิบัติ และประเมินผล และอ้างว่านี่คือกระบวนการที่มาจากข้างล่าง (bottom up) รวมทั้งอ้างว่าได้มีการทำประชาพิจารณ์(public hearing) แล้วซึ่งหมายถึงว่าได้รับการ รับรอง จากชุมชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ในการกำหนดนโยบาย การบริหารจัดการทรัพยากร การบริหารจักการชุมชน คน ทุนของชุมชน จึงต้องมีการ
แยกแยะเนื้อหาและรูปแบบของ “การมีส่วนร่วมของประชาชน” ให้เหมาะสมกับในแต่ละเรื่องพร้อมกับวิธีการและกระบวนการที่เหมาะสมการมีส่วนร่วมของประชาชนจึงไม่ใช่แต่เพียงรูปแบบ เช่นการเลือกตั้งในทุกระดับ แล้วก็ปล่อยให้ผู้ได้รับเลือกตั้งไปดำเนินการทุกอย่างทุกเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนหมายความว่า หลังการดำเนินงานของผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเข้าไปทำหน้าที่แทนประชาชนการมีส่วนร่วมของประชาชนจึงไม่ใช่เพียงไปหา 5-10%มาสมทบโครงการที่องค์กรจากภายนอกนำเข้าไปให้ ไม่ใช่การเข้าไปเก็บข้อมูลให้ข้าราชการที่บอกว่าจะเอาไปทำโครงการพัฒนาท้องถิ่น ไม่ใช่แค่การไปร่วมประชุมรับฟังการเสนอโครงการแล้วยกมือรับรองแล้วอ้างว่าเป็นประชาพิจารณ์การมีส่วนร่วมของประชาชนคือการแสดงออกถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของชุมชนในการจัดการทุนชุมชน จัดการชีวิตของตนเอง การมีส่วนร่วมเกิดจากแนวความคิดในการพัฒนาชุมชน คือ กระบวนการที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มีโอกาสได้แสดงทัศนะและเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่มีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน รวมทั้งมีการนำความคิดเห็นดังกล่าวไปประกอบการพิจารณา กำหนดนโยบายและการตัดสินใจของรัฐ ประกอบด้วยการให้ข้อมูลข่าวสารต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง การเปิดรับความคิดเห็นจากประชาชน (ประชาพิจารณ์) การวางแผนร่วมกัน และการพัฒนาศักยภาพของประชาชนให้สามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้โดยมีหลักการดังนี้คือ
1.)      หลักจิตสำนึกและความรับผิดชอบ คือ หลักการที่สำคัญที่องค์การทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบ ซึ่งจะสะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสาธารณะ และต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) เป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบ จำเป็นต้องปฏิบัติโดยยึดหลักนิติธรรมและความโปร่งใส
2.)        หลักความคุ้มค่า คือ การคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม ในการบริหารจัดการและการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุดและยั่งยืน รวมทั้งมีการป้องกันรักษาสิ่งแวดล้อมและมีความสามารถในการแข่งขันกับภายนอก
3.)        เป้าหมายและวิธีการของการวางแผนแบบมีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมอาจเป็นทั้งเป้าหมายและวิธีการ ซึ่งกระบวนการมีส่วนร่วมแบบวิธีการ ต้องอาศัยการรวมกลุ่มที่เข้มแข็งทำให้คนส่วนใหญ่จะมีความรู้สึกความเป็นเจ้าของ เกิดความรับผิดชอบร่วมกันและการเกิดผลประโยชน์ของกลุ่มเนื่องจากความเข้มแข็งของกลุ่มเป็นเป้าหมายที่ได้รับ (นันทิยา หุตานุวัตร และณรงค์ หุตานุวัตร, 2546:34)

ทศพล กฤตยพิสิฐ (2537) กล่าวถึงการมีส่วนร่วมตามขั้นตอนในการพัฒนาออกเป็น 5 ขั้นตอน ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 ขั้นริเริ่มการพัฒนา ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการค้นหาปัญหาและสาเหตุของปัญหาภายในชุมชน ตลอดจนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจกำหนดความต้องการของชุมชน และมีส่วนร่วมในการจัดลำดับความสำคัญของความต้องการด้วย
            ขั้นตอนที่ 2 ขั้นตอนการวางแผนในการพัฒนา ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและวัตถุประสงค์ของโครงการ กำหนดวิธีการและแนวทางการดำเนินงานตลอดจนกำหนดทรัพยากรและแหล่งทรัพยากรที่ใช้
            ขั้นตอนที่ 3 ประชาชนมีส่วนร่วมในการสร้างประโยชน์โดยการสนับสนุนทรัพย์ วัสดุอุปกรณ์และแรงงาน หรือเข้าร่วมบริหาร ประสานงาน และดำเนินการขอความช่วยเหลือจากภายนอก
            ขั้นตอนที่ 4 ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ที่พึงได้รับจากการพัฒนาหรือยอมรับผลประโยชน์อันเกิดจากการพัฒนาทั้งด้านวัตถุและจิตใจ
            ขั้นตอนที่ 5 ประชาชนเข้าร่วมประเมินการพัฒนาที่ได้กระทำไปนั้นสำเร็จตามวัตถุประสงค์เพียงใด ซึ่งในการประเมินอาจปรากฏในรูปของการประเมินผลย่อย (Formative Evaluation) เป็นการประเมินผลก้าวหน้าเป็นระยะๆ หรือกระทำในรูปของการประเมินผลรวม (Summative Evaluation) ซึ่งเป็นการประเมินผลสรุปสุดยอด
ระดับของการมีส่วนร่วม
การวัดระดับของการมีส่วนร่วมในมิติเชิงคุณภาพ แนวคิดของอาร์น สไตน์ ให้ความสำคัญต่ออำนาจในการตัดสินใจ และเห็นว่าการมีส่วนร่วมมีลักษณะเป็นรูปของบันไดการมีส่วนร่วม 8 ขั้นตอน แบ่งขั้นการมีส่วนร่วมจาก
            ขั้นต่ำ ระดับ 1-2 คือ การมีส่วนร่วมเทียม ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ แต่มีเพียงคนกลุ่มน้อยเข้ามามีบทบาทหลักในการตัดสินใจ
            ขั้นกลาง ระดับ 3-5 คือ การมีส่วนร่วมบางส่วน ความคิดเห็นของประชาชนยังไม่มีหลักประกันว่าจะได้รับการตอบสนองจากผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ
            ขั้นสูง ระดับ 6-8 คือ การเพิ่มระดับการตัดสินใจในการเจรจา การใช้อำนาจผ่านตัวแทน ควบคุมโดยประชาชนผ่านตัวแทน หรือเป็นผู้ใช้อำนาจตัดสินใจโดยตรง

2.1.2 การพัฒนาชุมชนแบบพึ่งตนเอง (Self - Reliance Community Development)
พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนของการกระจายอำนาจ พ.ศ.2542 มีผลทำให้หน่วยงานของรัฐพยายามปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องพระราชบัญญัติดังกล่าว ประชาชนในชุมชนก็มีความตื่นตัวในการที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของตนมากขึ้น การกระจายอำนาจลงสู่ชุมชนทำให้การพัฒนาชุมชนขึ้นอยู่กับประชาชนในท้องถิ่นทั้งสิ้นและผู้ที่ทำหน้าที่สนับสนุน ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับแนวคิดและโครงการ วิชาการก็คือเจ้าหน้าที่ภาครัฐในชุมชนบทนั่นเอง ดังทนงศักด์ ได้กล่าวถึงบทบาทของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ว่าต้องกระตุ้นให้ประชาชนได้รู้ ได้เข้าใจ ถึงแนวคิด หลักการวิเคราะห์ ปัญหาของชุมชน และให้ประชาชนตระหนักว่าเป็นปัญหาร่วมกันของทุกคนในชุมชน มิใช่ของคนใดคนหนึ่ง (ทนงศักดิ์ คุ้มไข่น้ำ และคนอื่น ๆ .2534: 18) การกระทำเช่นนี้จะทำให้ประชาชนมีความรู้สึกว่าตนเองได้เข้ามามีส่วนร่วมในการอภิปราย ถกเถียง พิจารณาปัญหาต่างๆ ในชุมชนของตนเองด้วย จะรู้สึกร่วมรับผิดชอบในการดำเนินโครงการ เหมือนเป็นปัญหาของตนโดยแท้จริงการพัฒนาชุมชนไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาด้วยการจัดกิจกรรมในด้านใดย่อมตั้งอยู่บนพื้นฐานการสนับสนุน ให้ประชาชนพึ่งตนเองได้เป็นประการสำคัญ หากสิ่งใดเกินกว่าความสามารถของประชาชนเช่นทางด้านวิชาการและวัสดุที่จำเป็น รัฐบาลย่อมเข้าให้การช่วยเหลือเพื่อโครงการ กิจกรรมของราษฎรบรรลุผลด้วยดี ทั้งนี้โดยวิธีการ “ทำงานกับประชาชน (work with people) หมายถึงร่วมคิด ร่วมปรึกษา และร่วมกันทำงาน ไม่ใช่ทำให้ประชาชน (Work for people) แต่ฝ่ายเดียว ” (จิตจำนงค์ กิติกีรติ, 2525 : 54)
แนวคิดการพัฒนาชุมชนแบบพึ่งตนเองเป็นแนวคิดที่เหมาะสมที่เหมาะสมที่จะใช้อธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมของกลุ่มประเทศทางตะวันตกได้ดี เพราะอาศัยพื้นฐานวัฒนธรรมทางตะวันตกเป็นแนวคิดหลัก และทฤษฎีการพัฒนาชุมชนแบบพึ่งตนเองเป็นทฤษฎีที่เกิดขึ้นจากการได้ประจักษ์ถึงความบกพร่องของการพัฒนาตามกระแสหลัก เช่นทฤษฎีทางพุทธศาสตร์ ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง (ทฤษฎีใหม่) ซึ่งอาคม กล่าวว่าทฤษฎีการพัฒนาแบบพึ่งตนเองเป็นทางเลือกเพื่อการพัฒนาประเทศอีกแนวทางหนึ่ง ซึ่งถูกกำหนดขึ้นมาเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของกลุ่มประเทศโลกที่สาม จากนักเศรษฐศาสตร์และนักสังคมศาสตร์หลายๆประเทศ โดยอาศัยรากฐานการสร้างองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์เศรษฐกิจที่ผ่านมาว่า ภายใต้กระบวนการพัฒนาของประเทศต่างๆ ทั้งในเอเชียบางประเทศและประเทศแถบละตินอเมริกา ได้ส่งผลให้เกิดการพัฒนาแท้จริงหรือไม่แต่ผลปรากฎจากการที่ได้กล่าวถึงไว้แล้วในทฤษฎีความด้อยพัฒนาและการพึ่งพิงนั้นก็พบว่าประเทศในโลกที่สามต้องตกอยู่ในสภาพเสียเปรียบทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมตลอดมา การกระจายความเจริญกระจุกอยู่ในเมืองใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางการปกครอง ความมั่งคั่งก็ตกอยู่กับผู้นำประเทศเพียงบางกลุ่มเท่านั้น ความยากจนของประชาชนในชนบทก็ยังปรากฏอยู่ทั่วไป ถึงแม้ผู้นำประเทศจะพยายามแสดงให้เห็นถึงความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยการพิจารณาจากรายได้ประชาชาติ ซึ่งเป็นการมองเพียงภาพรวมระดับประเทศที่มิได้คำนึงถึงความเป็นจริงระดับบุคคลว่า รายได้ประชาชาติที่เพิ่มขึ้นนั้นได้กระจายไปทุกระดับหรือไม่ (อาคม ใจแก้ว, 2534 : 75)
แนวคิดการพัฒนาชุมชนแบบพึ่งตนเองเป็นสิ่งที่นักพัฒนาและเจ้าหน้าที่ภาครัฐในพื้นที่ชุมชนชนบทควรศึกษาเป็นอย่างยิ่ง
2.1.3 การพัฒนายั่งยืน ( sustainable development )หมายถึง การพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการของปัจจุบันโดยไม่ทำให้ผู้คนในอนาคตเกิดปัญหาในการตอบสนองความต้องการของตนเอง” (นิยามของคณะกรรมการโลกว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา World Commission on Environment and
Development ในรายงาน Our Common Future 1987 หรือ Brundtland Report ) การพัฒนายั่งยืนรวมความถึง 3 ด้าน คือ เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมซึ่งเชื่อมโยงและสัมพันธ์กัน โครงการพัฒนาใดๆต้องคำนึงถึงองค์ประกอบทั้งสามด้านนี้ การพัฒนายั่งยืนเป็นมากกว่าเพียงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นการ
เปลี่ยนโครงสร้างระบบเศรษฐกิจและสังคมเพื่อลดการบริโภคทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมลงไปในระดับที่ยังรักษาความสมดุลที่ดี ทำให้คนอยู่ร่วมกับธรรมชาติโดยไม่ทำลายล้างอย่างที่ผ่านมาและทำกันอยู่หลายแห่ง ให้อยู่ร่วมกันเป็นชุมชนอยู่ดีกินดีและอยู่เย็นเป็นสุข“การพัฒนายั่งยืน” เป็นคำที่ถูกใช้คู่ไปกับคำว่า “ ธรรมมาภิบาล” ( good govemance ) ถือว่าเป็นสองคำที่สัมพันธ์เกื้อหนุนกันอย่าแยกจากกันมิได้ โดย
โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เห็นว่าการพัฒนาจะยั่งยืนได้ถ้าหากมีธรรมภิบาลก่อให้เกิดการพัฒนายั่งยืนการพัฒนามนุษย์ (human development) หมายถึงการเปิดทางเลือกมากมายผู้คนในสังคม หมายถึงว่าการให้ถือเอาผู้ชายผู้หญิง โดยเฉพาะคนจนและคนที่อยู่ในภาวะอยากลำบากเสี่ยงอันตรายเป็นศูนย์กลางของกระบวนการพัฒนารายงานของ (UNDP) 1996 ได้แสดงให้เห็นว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจ
ไม่ได้เป็นหลักประกันการพัฒนายั่งยืนและไม่ได้ขจัดปัญหาความยากจนให้หมดไปเช่น บางประเทศมีรายได้ให้ประชาชาติต่อหัวสูงกลับอยู่ในระดับต่ำของการพัฒนามนุษย์ มีปัญหาความเหลื่อมล้ำแตกต่างระหว่างประเทศร่ำรวยและประเทศยากจนระหว่างคนรวย กับคนจนในประเทศเดียวกัน ช่องว่างที่ถ่างออกไปเรื่อยๆการพัฒนามนุษย์มีอยู่ 5 ลักษณะคือ
1. การสร้างความเข้มแข็ง (empowerment) คือการเพิ่มขีดความสามารถในการเลือกทางและทางเลือกให้ผู้คนได้เป็นอิสระจากความหิว จากสิ่งที่พวกเขาขาดแคลน และให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจในเรื่องที่มีผลกระทบต่อชีวิต
2. ความร่วมมือ (co-operation ) ผู้คนสัมพันธ์กันช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
3. ความเท่าเทียม (equity) คนมีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรการศึกษาการดูแลสุขภาพ การจัดการชีวิต ทรัพยากร ชุมชนของตนเอง
4. ความยั่งยืน (sustainability) การพัฒนาวันนี้ไม่ทำลายทรัพยากรและโอกาสของคนรุ่นต่อไปแต่สร้างหลักประกันให้คนในอนาคตเป็นอิสระจากความยากจนและได้ใช้ความสามารถขั้นพื้นฐานของตัวเอง
5. ความมั่นคงปลอดภัยอันตราย (security) ในชีวิตทรัพย์สินการคุกคามจากโรคและภัยอันตราย
              
การพัฒนาอย่างยั่งยืน คือ การพัฒนาที่สนองตอบความต้องการของชนรุ่นปัจจุบันโดยไม่กระทบกระเทือนชนรุ่นต่อไปในการที่จะสนองตอบความต้องการของตนเอง  ซึ่งหมายถึงขีดจำกัดของสิ่งแวดล้อม  โดยคำนึงถึงความยุติธรรมในสังคมระหว่างชนรุ่นเดียวกันกับชนรุ่นต่อๆไป  เมื่อนำแนวความคิดนี้มาพิจารณาเรื่องชุมชนเมือง  จึงมีการกำหนดแนวทางของการตั้งถิ่นฐานมนุษย์อย่างยั่งยืน (Sustainable Human  Settlements)  เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาความเสื่อมโทรมของเมืองและสิ่งแวดล้อม (Agenda 21 for Sustainable Development)  การพัฒนาที่อยู่อาศัยแบบยั่งยืน (Sustainable Housing)  มีหลักการโดยสังเขป ดังนี้
                  1. มิติทางการก่อสร้าง (Construction Perspective)
                          -  ทนทาน (Lifespan)
                          -  ปรับเปลี่ยนได้ (Adaptability)

                  2 มิติทางสังคมและเศรษฐกิจ (Social and Economic Perspective)
                          -  ค่าใช้จ่ายพอเหมาะ (Affordability) ทั้งสำหรับที่พักอาศัยโดยตรง (Direct  Costs) และสำหรับค่าใช้จ่ายทางอ้อม (Indirect  Costs) อาทิ ค่าเดินทาง  โดยไม่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายที่จำเป็นสำหรับปัจจัยพื้นฐานอื่นๆ
                        -  มีสภาพแวดล้อมที่ดีทั้งสุขภาพกายและจิตใจ
                        -  มีสภาพแวดล้อมที่ดีในเชิงจิตศาสตร์ และสังคมศาสตร์  เปลี่ยนจากที่อยู่อาศัย (a  place  to  live)  ให้เป็นบ้าน (home) และสร้างโครงข่ายทางสังคมที่เข้มแข็ง
                  3 มิติทางสิ่งแวดล้อม (Eco-efficiency Perspective)
                        - ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า (Rational  and  Efficient  use)  ประกอบด้วย พลังงาน (Energy) วัสดุ (Construction) และพื้นที่ Space)
                        -  ลดละความสุขสบายและการบริโภค
                        -  การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
                        -  การรักษาและส่งเสริมต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่น
                        -  การออกแบบสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่ดี
                        -  สภาพที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้อยู่อาศัย
                        -  โอกาสและความเสมอภาคทางสังคม
                        -  การมีส่วนร่วมในการดูแล  บริหาร  จัดการชุมชนอย่างกว้างขวาง
                        -  พึ่งพาตนเองได้ในเชิงเศรษฐศาสตร์
                        -  บูรณาการรักษาสภาพแวดล้อมเข้ากับการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างเหมาะสม
2.1.4 การพัฒนาบนพื้นฐานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง
เศรษฐกิจพอเพียง คือ การวางรากฐานอันมั่นคงและยั่งยืนของชีวิตเมื่อวันเฉลิมพระชนมพรรษา ปี 2541 ได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอธิบายเพิ่มเติมถึงคำว่า “พอเพียง” หมายถึง “พอมีพอกิน” “...พอมีพอกินก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเองถ้าแต่ละคนมีพอกินก็ใช้ได้ ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี...” “...ฉะนั้นความพอเพียงนี้ก็แปลว่า ความพอประมาณและความมีเหตุผล...”เศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง เศรษฐกิจที่สามารถอุ้มชูตัวเอง(Relative Lilf - Sufficiency) อยู่ได้โดยมีต้องเดือดร้อน โดยต้องสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของตนเองให้ดีเสียก่อน คือต้งตัวให้มีความพอกินพอใช้ไม่มุ่งหวังแต่จะทุ่มสร้างความเจริญยกเศรษฐกิจให้รวดเร็วแต่เพียงอย่างเดียว เพราะผู้ที่มีอาชีพและฐานะเพียงพอที่จะพึ่งตนเองการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง สำหรับเกษตรกรนั้นมีการปฏิบัติตามขั้นตอน “ทฤษฎีใหม่” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งประกอบด้วย 3 ขั้น คือ

ขั้นที่ 1 ผลิตเพื่อใช้บริโภคในครัวเรือน ในระดับชีวิตที่ประหยัด ทั้งนี้ต้องมีความสามัคคีในท้องถิ่น
ขั้นที่ 2 รวมกลุ่ม เพื่อการผลิต การตลาด ความเป็นอยู่ สร้างสวัสดิการ การศึกษา สังคมและศาสนา
ขั้นที่ 3 ร่วมมือกับองค์กรภายนอกในการทำธุรกิจและพัฒนาคุณภาพชีวิต

ทั้งนี้ทุกฝ่ายต้องได้รับประโยชน์การพัฒนาชนบทในลักษณะเศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็นการใช้ “คน” เป็นเป้าหมายและเน้น“การพัฒนาแบบองค์รวม” หรือ “การพัฒนาแบบบูรณาการ” ทั้งด้านเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม วัฒนธรรมสิ่งแวดล้อม การเมือง ฯลฯ โดยใช้ “พลังทางสังคม” ขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาในรูปของกลุ่ม เครือข่ายหรือประชาสังคม กล่าวคือเป็นการผนึกกำลังทุกฝ่ายในลักษณะ “พหุภาคี” ประกอบด้วยภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน

2.1.5 การพัฒนาชุมชนบนพื้นฐานภูมิปัญญา
ในช่วง 20 กว่าปีมานี้ การวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาประเทศ อันเป็นผลจากการปะทะกันระหว่างแนวคิดสองกระแส ได้แก่ กระแสโลกาภิวัฒน์ (Globalization) ด้านของความเติบโตทางวัตถุที่ก่อให้เกิดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจำนวนมหาศาล และที่สำคัญคือ ผู้คนได้สูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง ไร้ศักดิ์ศรี และรู้สึกโดดเดี่ยวเพราะถูกตัดขาดจากกันทางสังคม ทำให้เกิดแนวคิดอีกกระแสหนึ่งขึ้นเรียกว่า กระแสชุมชนท้องถิ่น (Localization) ที่ให้ความสำคัญแก่คนและชุมชนในการกำหนดแนวทางการดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับสังคมวัฒนธรรมของตน เพื่อให้สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความหมาย มีค่าและมีศักดิ์ศรี เป็นแนวคิดที่มองทุกสิ่งทุกอย่างเชื่อมโยงถึงกันแบบองค์รวมได้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในสังคมไทย การนำเสนอประสบการณ์ของชาวบ้านและชุมชนในทุกส่วนที่ประสบความสำเร็จจากการพัฒนาบนพื้นฐานทางสังคมวัฒนธรรมได้เรียกร้องให้ผู้คนหันกลับมาทบทวนแนวคิดและแนวทางการพัฒนาชุมชน จนกระทั่งแนวคิดใหม่ที่ให้ความสำคัญต่อชุมชนท้องถิ่น ซึ่งเคยเป็นกระแสรองมาก่อนหน้านี้ได้กลายเป็นกระแสหลักของการพัฒนาประเทศในปัจจุบัน
การนำแนวคิดใหม่มาใช้ในการพัฒนาชุมชน จะเกิดขึ้นไม่ได้ภายใต้การกฎเกณฑ์ และกติกาการพัฒนาประเทศแบบเก่า ด้วยเหตุนี้ การแก้ไขระเบียบกฏหมายของประเทศเพื่อให้สอดรับกับทิศทางใหม่นี้จึงเป็นสิ่งจำเป็น เห็นได้จากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญเมื่อปี พ.ศ.2540 หากวิเคราะห์ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นข้างต้น จะพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ได้สะท้อนลักษณะที่เป็นสากลและลักษณะเฉพาะของการพัฒนาชนบทไทยไปพร้อมกัน ลักษณะที่เป็นสากลก็คือ การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองได้ส่งผลกระทบต่อแนวคิดและทิศทางการพัฒนาของไทยตลอดช่วง 2 ทศวรรษแรกของการพัฒนา หลังจากนั้นการทำงานได้หันเข้าสู่ลักษณะเฉพาะที่ให้ความสำคัญต่อวัฒนธรรมชุมชน การค้นหาประสบการณ์ระดับชุมชน ทำให้เกิดทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ที่เกิดจากสภาพที่เป็นจริงของอดีตและปัจจุบันของสังคมไทย และการแสวงหาความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งหมดนี้เป็นการพัฒนาอย่างรอบด้าน มีรากฐานอยู่ที่ระบบคุณค่าดั้งเดิม และแสวงหารูปแบบใหม่เพื่อสืบทอดจิตวิญญาณแห่งอดีตและการพึ่งตนเอง การประยุกต์ภูมิปัญญาเพื่อการพัฒนาชุมชนและสังคมไทย

1) นามธรรมและรูปธรรม ภูมิปัญญาชาวบ้านมีทั้งลักษณะที่เป็นนามธรรม และรูปธรรม โดยเฉพาะสิ่งที่เป็นรูปธรรมสามารถแยกออกได้อีกหลายประเภท ทั้งทางด้านเกษตรกร หัตถกรรม สุขภาพ ภูมิปัญญาชาวบ้านมีรูปแบบที่หลากหลาย แต่ในความหลากหลายนั้นมีจุดร่วมกันอยู่อย่างหนึ่งคือ คุณค่าที่อยู่เบื้องหลังภูมิปัญญานั้นๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรม โดยเฉพาะโลกทัศน์และชีวะทัศน์ของผู้คนและชุมชน เช่น ดุลยภาพของธรรมชาติและการอยู่ร่วมกันในชุมชน  การพึ่งตนเอง และการพึ่งพาอาศัยกัน เป็นต้น
โดยทั่วไป รูปแบบ ซึ่งเป็นเทคนิคหรือวิธีการจัดการจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ส่วนที่เปลี่ยนแปลงช้าหรือแทบจะไม่เปลี่ยนเลยคือ คุณค่าของภูมิปัญญานั้น ด้วยเหตุนี้ การประยุกต์ภูมิปัญญาเพื่อการพัฒนาชุมชนจึงมุ่งไปสู่รูปแบบหรือวิธีการจัดการที่สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปขณะเดียวกัน ก็พยายามที่จะรักษาหรือคงคุณค่าเดิมไว้ให้มากที่สุด
2)  คุณค่าและมูลค่า  การประยุกต์ภูมิปัญญาชาวบ้านสามารถนำเอาแนวคิดเรื่องคุณค่าและมูลค่าเข้ามาเป็นแนวทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมของเราในระยะที่เพิ่งผ่านมานี้จะมีความขัดแย้งกันค่อนข้างรุนแรง ระหว่างแนวคิดสองแนวนี้ ภายหลังจากได้นำแนวคิดการพัฒนาตามแบบอย่างชาติทางตะวันตกมาเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศ ส่งผลให้ประเทศไทยมีความก้าวหน้าทางวัตถุมากขึ้น พร้อมกับนิยมมูลค่าหรือให้ความสำคัญต่อสิ่งต่างในเชิงปริมาณก็เพิ่มมากตามไปด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้คนในสังคมอีกจำนวนหนึ่งที่ยึดถือหรือนิยมคุณค่า ซึ่งเป็นการให้ความสำคัญต่อจิตวิญญาณ และรากเหง้าของตนเอง  การนำคุณค่าและมูลค่ามาเป็นแนวทางประยุกต์ภูมิปัญญาชาวบ้านเพื่อการพัฒนาชุมชนและสังคม จะเป็นการแก้จุดอ่อนอย่างหนึ่งในสังคมไทย ให้หันกลับมาสร้างความสมดุลให้กับแนวคิดทั้งสอง เพื่อสร้างดุลยภาพแก่ชีวิต ชุมชน และธรรมชาติให้ยั่งยืนสืบไปการประยุกต์ภูมิปัญญาชาวบ้านตามแนวคิดเรื่องคุณค่าและมูลค่านี้ น่าจะมีความเหมาะสมอย่างยิ่งกับสิ่งที่เป็นรูปธรรม เช่น หัตถกรรม สมุนไพร การนวด และศิลปะต่างๆ รวมไปถึงสถาปัตยกรรมที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนมีคุณค่าและพร้อมที่แปรเป็นมูลค่าถ้ามีการจัดการที่เหมาะสมัย
การนำแนวคิดเรื่องคุณค่าและมูลค่ามาเป็นแนวทางประยุกต์ภูมิปัญญาชาวบ้านในการพัฒนาชุมชนและสังคม น่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในสังคมปัจจุบัน ซึ่งเป็นสังคมยุคหลังสมัยใหม่ ผู้คนร้องหาจิตวิญญาณและวัฒนธรรมชุมชน
ที่มา/// https://sites.google.com/site/archcommunitydevelopment/concepts   วันที่ 24/4/2561 google.com

โครงการรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อสตรี

โครงการรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อสตรี
๑.หลักการและเหตุผล
                ความรุนแรงต่อเด็กและสตรี เป็นปัญหาสำคัญของสังคมที่ต้องเร่งดำเนินการทั้งด้านการป้องกัน แก้ไข และช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาอย่างจริงจัง โดยหน่วยงานราชการและองค์กรเอกชน รวมทั้งต้องอาศัยความเข้าใจและร่วมมือของคนในสังคม เนื่องจากเป็นปัญหาที่มีความละเอียดอ่อน มีรากเหง้าของปัญหามาจากค่านิยม เจตคติของสังคมที่กำหนดความไม่เท่าเทียมกันระหว่างหญิงชาย  นอกจากนี้ ในระดับสากล ปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ได้รับการยอมรับว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกสังคมและเป็นประเด็นที่ต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการแก้ไข ดังปรากฏในกติการะหว่างประเทศของสหประชาชาติหลายฉบับ ได้แก่ ปฏิญญาว่าด้วยการขจัดความรุนแรงต่อสตรี อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก รวมทั้ง ปฏิญญาปักกิ่ง และแผนปฏิบัติการเพื่อความก้าวหน้าของสตรี
           ตาม พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.๒๕๓๗ แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ ๖ พ.ศ. ๒๕๕๒ มาตรา ๖๗ (๖) องค์การบริหารส่วนตำบล มีอำนาจหน้าที่ ส่งเสริมการพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และคนพิการ และแผนพัฒนาสามปี (๒๕๖๐-๒๕๖๒) ยุทธศาสตร์การพัฒนาการส่งเสริมคุณภาพชีวิต แนวทางด้านสวัสดิการสังคมและสาธารณสุข โครงการส่งเสริมสตรี
          องค์การบริหารส่วนตำบลชัยบุรี เห็นความสำคัญในการยุติปัญหาความรุนแรงใน เด็ก และสตรี เพื่อให้บุคคล ครอบครัว ชุมชน มีส่วนร่วมช่วยดูแล เฝ้าระวัง ป้องกัน และแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรี
๒. วัตถุประสงค์
          ๒.๑  เพื่อลดปัญหาความรุนแรงในครอบครัว
          ๒.๒  เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่าของกลุ่มสตรีในพื้นที่
๒.๓  เพื่อให้ชุมชนได้ช่วยดูแล เฝ้าระวัง ป้องกัน ปัญหาความรุนแรง
๓.  กลุ่มเป้าหมาย
          ประชาชนตำบลชัยบุรี

๔.ระยะเวลาการดำเนินงาน
          สิงหาคม – กันยายน  พ.ศ. ๒๕๖๐
๕.  วิธีการดำเนินการ                                                               
          ๖.๑.  ประชุมปรึกษาหารือการจัดทำโครงการ
๖.๒.  เสนอโครงการขออนุมัติ
๖.๓   จัดซื้อจัดจ้างตามรายละเอียดโครงการ
          ๖.๔   ติดป้ายรณรงค์ 

๖.  สถานที่ดำเนินการ
          พื้นที่ตำบลชัยบุรี อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี
๗.  งบประมาณ
ตามข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๐ แผนงานงานสร้างความเข้มแข็งของชุมชน  งานส่งเสริมและสนับสนุนความเข้มแข็งชุมชน หมวดค่าใช้สอย ประเภทรายจ่ายเกี่ยวเนื่องการปฏิบัติราชการที่ไม่เข้าลักษณะรายจ่ายหมวดอื่น ๆ รายการ โครงการส่งเสริมสตรี จำนวน ๓๐,๐๐๐ บาท

๘. ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
          ๘.๑ ปัญหาความรุนแรงต่อสตรีในพื้นที่ตำบลชัยบุรี ลดลง
          ๘.๒ ประชาชนตระหนักถึงคุณค่าของกลุ่มสตรีในพื้นที่มากขึ้น

          ๘.๓ ชุมชนได้ช่วยดูแล เฝ้าระวัง ป้องกัน ปัญหาความรุนแรง ต่อสตรี และกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ทางสังคม
๙.  ผู้รับผิดชอบโครงการ
                   สำนักปลัด องค์การบริหารส่วนตำบลชัยบุรี
                                                                                     

                                                           ( นายธนกร ลิ่มวงศ์ ) ผู้เขียนโครงการ
                                                       นักพัฒนาชุมชนปฏิบัติการ    

วันจันทร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2561

โครงการฝึกอบรมอาชีพย้อมผ้า แก่ กลุ่มสตรีตำบลชัยบุรี


๑.ชื่อโครงการ    โครงการฝึกอบรมอาชีพย้อมผ้า แก่ กลุ่มสตรีตำบลชัยบุรี
๒.หลักการและเหตุผล
ปัจจุบันบทบาทของสตรีไทยในได้เปลี่ยนไป จากเดิมที่มีบทบาทเฉพาะ ในครอบครัว เป็นแม่บ้าน ดูแลบุตรหลาน แต่ในปัจจุบันสตรีได้เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น มีการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ มากขึ้น กล้าแสดงออกและทำในสิ่งที่ผู้ชายทำได้มากขึ้น ทำให้สังคมเปิดกว้างและยอมรับบทบาทของสตรีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้นำครอบครัวหรือผู้นำระดับประเทศ  และเป็นที่ยอมรับว่าสามารถทำได้เท่าเทียมกับผู้ชาย  การเพิ่มประสิทธิภาพหรือการเติมเต็มด้านความรู้ความสามารถจึงจำเป็นต้องพัฒนาและฝึกอบรมอยู่เสมอ  เพื่อส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมการพัฒนา  การเชื่อมนโยบายการทำงาน  ตลอดจนช่วยเหลือเกื้อกูลกิจกรรม  เป็นการส่งเสริมการบริหารจัดการชุมชนให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน  อันจะนำไปสู่ความมั่นคงของชุมชน  
ตาม พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.๒๕๓๗ แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ ๖ พ.ศ. ๒๕๕๒ มาตรา ๖๗ (๖) องค์การบริหารส่วนตำบล มีอำนาจหน้าที่ ส่งเสริมการพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และคนพิการ และแผนพัฒนาสามปี (๒๕๖๐-๒๕๖๒) ยุทธศาสตร์การพัฒนาการส่งเสริมคุณภาพชีวิต แนวทางด้านสวัสดิการสังคมและสาธารณสุข โครงการ กิจกรรมกลุ่มสตรี
ดังนั้น องค์การบริหารส่วนตำบลชัยบุรี เห็นถึงความสำคัญของสตรี ที่จะมีบทบาทในสังคมมากขึ้นพร้อมทั้งเป็นการส่งเสริมการรวมกลุ่มของกลุ่มสตรี ให้เกิดความเข็มแข็ง และเพิ่มบทบาทของสตรีภายในครอบครัว จึงเห็นควรจัดทำโครงการพัฒนาศักยภาพกลุ่มสตรี ตำบลชัยบุรี ขึ้น


๓. วัตถุประสงค์
          โครงการฝึกอบรมอาชีพย้อมผ้า แก่ กลุ่มสตรีตำบลชัยบุรี มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ ๓ ประการ ได้แก่          ๑. เพื่อส่งเสริมอาชีพย้อมผ้า ให้แก่กลุ่มสตรี
          ๒. เพื่อเป็นการฝึกอบรมอาชีพระยะสั้นให้กับกลุ่มสตรี
          ๓. เพื่อส่งเสริมการรวมกลุ่มสตรี และพัฒนาทักษะด้านอาชีพให้กับกลุ่มสตรี

๔.  เป้าหมาย
          สตรีในตำบลชัยบุรี จำนวน ๑๐๐ คน


๕.ระยะเวลาการดำเนินงาน
          ๓๐  พฤศจิกายน  ๒๕๕๙

๖.  วิธีการดำเนินการ                                                               
          ๖.๑.  ประชุมปรึกษาหารือการจัดทำโครงการ
          ๖.๒.  เสนอโครงการขออนุมัติ
          ๖.๓   จัดซื้อจัดจ้างตามรายละเอียดโครงการ
          ๖.๔   ติดต่อสถานที่ฝึกอบรมและวิทยากร
          ๖.๕   จัดฝึกอบรม ตามกำหนดการ 
          ๖.๖   สรุปผลโครงการเสนอให้องค์การบริหารส่วนตำบลชัยบุรี
๗.  สถานที่ดำเนินการ
          ห้องประชุมโรงเรียนบ้านคลองพังกลาง ตำบลชัยบุรี อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี
๘.  งบประมาณ
ตามข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๐ แผนงานงานสร้างความเข้มแข็งของชุมชน  งานส่งเสริมและสนับสนุนความเข้มแข็งชุมชน หมวดค่าใช้สอย ประเภทรายจ่ายเกี่ยวเนื่องการปฏิบัติราชการที่ไม่เข้าลักษณะรายจ่ายหมวดอื่น ๆ รายการ อบรมอาชีพกลุ่มสตรี จำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท              มีรายละเอียดดังนี้

๙. ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
           ๙.๑  กลุ่มสตรีมีอาชีพเสริมเลี้ยงดูคนในครอบครัวได้
           ๙.๒  กลุ่มสตรีมีบทบาทในชุมชนมากขึ้น
           ๙.๓  กลุ่มสตรีเห็นถึงความสำคัญของตนเองต่อสังคมมากขึ้น

 ๑๐.  ผู้รับผิดชอบโครงการ
          สำนักงานปลัด องค์การบริหารส่วนตำบลชัยบุรี
๑๑.การประเมินผล
          ประเมินผลโดยทำแบบสอบถามความพึงพอใจของประชาชนต่อการจัดทำโครงการฝึกอบรมอาชีพย้อมผ้า แก่ กลุ่มสตรีตำบลชัยบุรี จำนวน ๑๐๐ ชุด
                            
                                                 (ลงชื่อ)…( นายธนกร ลิ่มวงศ์ ).ผู้เขียนโครงการ
                                                              นักพัฒนาชุมชน    

โครงการ “เดินตามรอยพ่อ วิถีพอเพียง เพื่อสุขเพียงพอ”



๑.ชื่อโครงการ     โครงการ “เดินตามรอยพ่อ วิถีพอเพียง เพื่อสุขเพียงพอ”
๒.หลักการและเหตุ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (ร.๙) ได้พระราชทานหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้คนไทยครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ความว่า "…การพัฒนาประเทศนั้นจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อพื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป หากมุ่งแต่จะสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนโดยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุด ดังเห็นได้ที่อารยประเทศหลายประเทศกำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงอยู่ในเวลานี้..."
“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาที่รัฐกาลที่ ๙ ทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทาง การดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า ๒๕ ปี เป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็นโดยมีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัยและวิกฤติ เพื่อความมั่นคงและความยั่งยืนของการพัฒนาคุณลักษณะ เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตนได้ในทุกระดับ โดยเน้นการปฏิบัติบนทางสายกลาง และการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน ในปัจจุบันมีประชาชนนำมาปฏิบัติเกิดผลจำนวนมาก มีการก่อตั้งศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง เช่น ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงทุ่งรังทอง และ ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงอาจารย์เพิ่มศักดิ์ เพื่อทำการถ่ายทอดประสบการณ์ให้แก่ประชาชนทั่วไปที่มีความสนใจดูแปลงเกษตรผสมผสาน การปลูกพืชเชิงซ้อน การทำปุ๋ยชีวภาพ และเทคนิคการปลูกพืชที่มีประสิทธิผลมากขึ้น
ตาม พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.๒๕๓๗ แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ ๖ พ.ศ. ๒๕๕๒ มาตรา ๖๘ (๗) องค์การบริหารส่วนตำบล มีอำนาจหน้าที่ บำรุงและส่งเสริมการประกอบอาชีพของราษฎร และแผนพัฒนาสามปี (๒๕๖๐-๒๕๖๒) ยุทธศาสตร์การพัฒนาการส่งเสริมคุณภาพชีวิต แนวทางด้านการส่งเสริมอาชีพ การส่งเสริมการลงทุนและพาณิชกรรม โครงการส่งเสริม/สนับสนุนการเกษตรตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ดังนั้น องค์การบริหารส่วนตำบลชัยบุรี ได้เล็งเห็นถึงความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ตำบลชัยบุรี จึงได้จัดทำโครงการเดินตามรอยพ่อ วิถีพอเพียง เพื่อสุขเพียงพอ ให้กับประชาชนทั่วไป โดยจะพาผู้เข้าอบรมไปศึกษาแปลงสาธิต ณ ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงทุ่งรังทอง และ อาจารย์เพิ่มศักดิ์ เพื่อเป็นการศึกษาดูงาน เกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการนำไปปฏิบัติจริง ได้นำความรู้มาเป็นแนวทางในชีวิตประจำวันและ มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม และสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข
๓. วัตถุประสงค์
          ๒. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้ศึกษาดูงานแปลงเกษตรผสมผสาน 
          ๓. เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปดำเนินชีวิต 
          ๔. เพื่อพัฒนาระบบเศรษฐกิจฐานรากของประชาชนในตำบลชัยบุรี
๔.  เป้าหมาย
          ประชาชนในตำบลชัยบุรี  จำนวน ๔๐ คน เจ้าหน้าที่ประสานงานจำนวน ๒ คน
๕.ระยะเวลาการดำเนินงาน
          ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๐
๖.  วิธีการดำเนินการ                                                               
          ๖.๑.  ประชุมปรึกษาหารือการจัดทำโครงการ
          ๖.๒.  เสนอโครงการขออนุมัติ
          ๖.๓   จัดซื้อจัดจ้างตามรายละเอียดโครงการ
          ๖.๔   จัดทำฝึกอบรม ตามกำหนดการ 
          ๖.๕   สรุปผลโครงการเสนอให้องค์การบริหารส่วนตำบลชัยบุรี
๗.  สถานที่ดำเนินการ
          ณ ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงทุ่งรังทอง และ ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงอาจารย์เพิ่มศักดิ์ อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
๘.  งบประมาณ
ตามข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๐ แผนงานการเกษตร งานส่งเสริมการเกษตร หมวดค่าใช้สอย ประเภทรายจ่ายเกี่ยวเนื่องการปฏิบัติราชการที่ไม่เข้าลักษณะรายจ่ายหมวดอื่น ๆ รายการโครงการอันเนื่องจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวน ๒๕,๐๐๐ บาท และบัญชีโอนงบประมาณครั้งที่ ๘ เมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ โอนเพิ่ม ๑๐,๐๐๐ บาทรวม งบประมาณตั้งไว้ ๓๕,๐๐๐ บาท 

๙. ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
                       ๙.๑  ประชาชนได้รับความรู้เกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง 
                        ๙.๒  ประชาชนได้รับความรู้เกี่ยวกับเกษตรผสมผสาน
                        ๙.๓  ประชาชนสามารถดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงอย่างมีความสุข
๑๐.  ผู้รับผิดชอบโครงการ
                   สำนักปลัด องค์การบริหารส่วนตำบลชัยบุรี
๑๑.การประเมินผล
          ประเมินผลโดยทำแบบสอบถามความพึงพอใจของประชาชนต่อการจัดทำโครงการ จำนวน ๔๐ ชุด
                                                                                     
๑๒.ผู้เสนอโครงการ

                                                                             (ลงชื่อ)( นายธนกร ลิ่มวงศ์ ) ผู้เขียนโครงการ       
                                                                                            นักพัฒนาชุมชนปฏิบัติการ                 

วันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2561

โครงการ “ส่งเสริมอาชีพนวดแผนไทยเพื่อสุขภาพ”





๑.ชื่อโครงการ     โครงการ “ส่งเสริมอาชีพนวดแผนไทยเพื่อสุขภาพ”
๒.หลักการและเหตุ
         การส่งเสริมอาชีพและพัฒนาเศรษฐกิจในครัวเรือน ก่อให้เกิดรายได้ และแก้ปัญหาการว่างงานของประชาชนในช่วงหยุดเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร เป็นกระบวนการพัฒนาท้องถิ่นเพื่อสร้างชุมชนให้เข้มแข็งและพึ่งตนเองได้ และเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะส่งเสริมให้ประชาชนได้เกิดกลุ่มอาชีพที่หลากหลาย มีการพึ่งพาอาศัยกันและกัน เกิดความสามัคคีขึ้นในหมู่คณะ และชุมชนยังสามารถนำสินค้ามาจำหน่ายหรือแลกเปลี่ยนกันจะเป็นทุนหมุนเวียน ในชุมชน และดึงให้ประชาชนในบริเวณใกล้เคียงมาใช้บริการเช่นเดียวกับการอุดหนุนร้าน ค้าในชุมชน สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมให้กินของไทย ใช้ของไทย ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวจะเกิดประโยชน์แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง และเท่าเทียมกันอันจะส่งผลให้การแก้ไขปัญหาในระดับเศรษฐกิจรากหญ้า ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพ ขีดความสามารถและ มีประสิทธิภาพความเข้มแข็งต่อชุมชน ให้สามารถพึ่งตนเองได้ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ ตลอดจนให้คนจนไม่มีอาชีพ ให้มีรายได้เสริมสามารถครองตนเองให้อยู่ได้ อันจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งของภาคประชาชนให้อยู่อย่างมีประสิทธิภาพและ ยั่งยืนต่อไป
ตาม พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.๒๕๓๗ แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ ๖ พ.ศ. ๒๕๕๒ มาตรา ๖๘ (๗) องค์การบริหารส่วนตำบล มีอำนาจหน้าที่ บำรุงและส่งเสริมการประกอบอาชีพของราษฎร และแผนพัฒนาสามปี (๒๕๖๐-๒๕๖๒) ยุทธศาสตร์การพัฒนาการส่งเสริมอาชีพ การส่งเสริมการลงทุนและพาณิชกรรม โครงการฝึกอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับอาชีพ
ดังนั้น   องค์การบริหารส่วนตำบลชัยบุรี ได้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ โดยวิธี การนวดแผนไทย โดยใช้สมุนไพรพื้นบ้านในประคบสมุนไพร เพื่อฟื้นฟู สภาพร่างกาย สามารถป้องกันโรค  และรักษาโรคเบื้องต้น ซึ่งสามารถตอบสนองต่อความต้องการทางด้านการรักษาสุขภาพ และความเจ็บป่วยของประชาชนได้เป็นอย่างดี
๓. วัตถุประสงค์
          โครงการ “ส่งเสริมอาชีพนวดแผนไทยเพื่อสุขภาพ” มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ  ๔ ประการ  ดังนี้
          ประการแรก       เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการนวดแผนไทยเพื่อสุขภาพผู้สูงอายุ
          ประการที่สอง      เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรพื้นบ้าน กับการนวดเพื่อสุขภาพ
          ประการที่สาม      เพื่อส่งเสริมอาชีพเสริมของประชาชนในตำบลชัยบุรี 
          ประการสุดท้าย    เพื่อพัฒนาระบบเศรษฐกิจฐานรากของประชาชนในตำบลชัยบุรี
๔.  เป้าหมาย
          ผู้สูงอายุที่มีทักษะการนวดเบื้องต้น  จำนวน ๕ คน และประชาชนทั่วไป จำนวน ๑๕ คน

๕.ระยะเวลาการดำเนินงาน
                   ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๐
 ๖.  วิธีการดำเนินการ                                                               
                   ๖.๑.  ประชุมปรึกษาหารือการจัดทำโครงการ
๖.๒.  เสนอโครงการขออนุมัติ
๖.๓   จัดซื้อจัดจ้างตามรายละเอียดโครงการ
                   ๖.๔   จัดทำฝึกอบรม ตามกำหนดการ 
                             ๖.๕   สรุปผลโครงการเสนอให้องค์การบริหารส่วนตำบลชัยบุรี
๗.  สถานที่ดำเนินการ
                   โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลชัยบุรี  อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี
๘.  งบประมาณ
          ตามข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๐ แผนงานสร้างความเข้มแข็งของชุมชน  งานส่งเสริมและสนับสนุนความเข้มแข็งชุมชน หมวดค่าใช้สอย ประเภทรายจ่ายเกี่ยวเนื่องการปฏิบัติราชการที่ไม่เข้าลักษณะรายจ่ายหมวดอื่น ๆ รายการ โครงการฝึกอบรมอาชีพ  จำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท    
๙. ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
          ๙.๑  ผู้เข้ารับอบรมได้รับความรู้ด้านการดูแลสุขภาพตนเอง
          ๙.๒  ผู้เข้ารับอบรมได้ฝึกทักษะด้านการนวดแผนไทยเพื่อสุขภาพ
          ๙.๓  ผู้เข้ารับอบรมสามารถนวดตัวเองด้วยลูกประคบได้
          ๙.๔  ผู้เข้ารับอบรมสามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพเสริมได้ 
๑๐
.  ผู้รับผิดชอบโครงการ
          สำนักปลัด องค์การบริหารส่วนตำบลชัยบุรี
๑๑.การประเมินผล
          ประเมินผลโดย ทำแบบสอบถามความพึงพอใจก่อน และ หลัง เข้าร่วมโครงการ จำนวน ๒๐ ชุด

                                                 (ลงชื่อ)  นายธนกร ลิ่มวงศ์ 
                                                      นักพัฒนาชุมชนปฏิบัติการ    
                                                           ผู้เขียนโครงการ